การเลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563

Image

ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค

นำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาบริหารจัดการของเสีย และขยะมูลฝอย โดยแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้มากที่สุด และนำผลพลอยได้จากขยะมาใช้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่มีภาระการกำจัดส่วนที่เหลือนอกโรงงาน
Image

ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ

สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ ทีพีไอ โพลีน เปิดให้บริการทั้งหมด 12 สาขา
Image

ขยะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

แผน Zero Waste คือ จะต้องบริหารจัดการขยะเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องไม่ให้เหลือเศษใดๆที่จะเป็นภาระในการนำไปกำจัดนอกโรงงาน
Image

นายประชัย เลียวไพรัตน์

ประธานคณะกรรมการบริหาร
บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น



มุ่งสู่นโยบาย
ESG ลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
CLEAN & GREEN ENERGY PRODUCER FOR OUR HEALTHY COUNTRY”

 

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)  เป็นผู้นำในธุรกิจโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ (Municipal Solid Waste-MSW) รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นโรงกำจัดขยะชุมชนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นโรงกำจัดขยะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทเป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อเติบโตอย่างสมดุลในทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม บนพื้นฐานการดูแลกำกับกิจการที่ดี (Environmental, Social and Governance: ESG)  ทั้งนี้เพื่อบริหารจัดการกิจการให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล

ผลประกอบการ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในวงกว้างทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทยังสามารถรักษาระดับอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงสุดได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยในปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายรวม 11,074 ล้านบาท ใกล้เคียงกับจำนวน 11,119 ล้านบาท ในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิในปี 2564 จำนวน 4,191 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.98 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 4,506 ล้านบาท ในปี 2563

 

ตั้งเป้ากลุ่มทีพีไอโพลีน เป็น Net Zero Greenhouse Gas Emission Producer

คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง มีนโยบายดำเนินธุรกิจแบบ Net Zero Greenhouse Gas Emission โดยมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนา นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงสุดและปลอดภัย โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มทีพีไอโพลีนตั้งเป้าเป็น Net Zero Greenhouse Gas Emission Producer โดยใช้เชื้อเพลิงขยะทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล    ในการผลิตไฟฟ้าของบริษัท  90-100% และในโรงปูนซิเมนต์ของ บมจ. ทีพีไอ โพลีน 30-40%  เพื่อลดปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจก รวมถึงฝุ่นละออง PM2.5 เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ไปสู่การผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Low carbon production) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ ที่ได้ให้คํามั่นต่อนานาชาติว่าประเทศไทยจะ

ยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้าเป็นโรงกำจัดขยะชุมชนของประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากผลกระทบของก๊าซเรือนกระจก

ณ สิ้นปี 2564 บริษัทได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (“อบก.”) (จากโครงการเปลี่ยนขยะมูลฝอยชุมชนเป็นเชื้อเพลิงขยะ) รับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (คาร์บอนเครดิต) จำนวน 82,056 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีจำนวนคงเหลือ 59,526 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ภายหลังการขายบางส่วนออกไป) และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (คาร์บอนเครดิต) สำหรับช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2563 อีกจำนวน 709,752 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  

นอกจากนี้ ในปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทได้นำขยะทุกประเภท รวมทั้งสิ้นประมาณ 2.19 ล้านตัน  มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของบริษัท และใช้ในกระบวนการผลิตปูนซิเมนต์ ของ บมจ. ทีพีไอ โพลีน ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนรีดักชั่น) จากการฝังกลบได้ประมาณ 5.08 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โครงการใหม่นี้บริษัทอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง

เป็นโรงกำจัดขยะชุมชน ตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และร่วมกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโควิด-19

บริษัทให้ความสำคัญในการเติบโตในธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดสีเขียว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยใช้แหล่งเชื้อเพลิงขยะชุมชนเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นการช่วยลดปริมาณขยะในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย และตอบสนองเจตนารมณ์ของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองเป็นการเร่งด่วน โดยในปี 2564 บริษัทได้รับกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโควิด-19 จำนวนทั้งสิ้น 3,892 ตัน โดยการเผาทำลายอย่างถูกวิธีวันต่อวัน ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ในปี 2564 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงผลิตเชื้อเพลิงขยะ โรงงานที่ 2 จำนวน 4 สายการผลิตเพิ่มเติม (สายการผลิตที่ 10-13) ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้ง 2,400 ตันต่อวัน เพื่อขายเชื้อเพลิงขยะที่ผลิตได้ให้แก่โรงปูนซิเมนต์ เพื่อใช้แทนถ่านหินในการผลิตปูนซีเมนต์ของ บมจ. ทีพีไอ โพลีน ส่งผลให้ ปี 2564 บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้ง     รวมทั้งสิ้น 7,200 ตันต่อวัน ซึ่งเทียบเท่าปริมาณการกำจัดขยะชุมชน หรือขยะสดเทศบาล ประมาณ 14,400 ตันต่อวัน  ส่งผลให้บริษัทเป็นโรงงานกำจัดขยะชุมชน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก  โดยในปี 2564 โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะของบริษัทสามารถกำจัดขยะได้ทั้งสิ้น 2.19 ล้านตัน ตามที่กล่าวข้างต้น

ในปี 2565 บริษัทมีโครงการเปิดดำเนินการโรงผลิตเชื้อเพลิงขยะ โรงงานที่ 3 จำนวน 5 สายการผลิตเพิ่มเติม (สายการผลิตที่ 14-18) กำลังการผลิตติดตั้งอีก 4,500 ตันต่อวัน เพื่อป้อนเชื้อเพลิงขยะ ให้แก่โรงไฟฟ้าถ่านหิน (TG7) ของบริษัทที่เปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงขยะแทน 100% ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 11,700 ตันต่อวัน ซึ่งเทียบเท่าปริมาณการกำจัดขยะชุมชนประมาณ 23,400 ตันต่อวัน 

นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทมีโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้า (TG8) ของบริษัทที่จะเปลี่ยนจากเชื้อเพลิง        ถ่านหิน มาใช้เชื้อเพลิงขยะแทน 90-100% ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงขยะซึ่งเป็นพลังงานสะอาดสีเขียว

รวมพลังช่วยเหลือสังคม ชุมชน และพนักงาน

ในปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทได้รวมพลังบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่สังคม ชุมชน  และพนักงาน จากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19  และโครงการช่วยเหลือสังคมด้านอื่นๆ เป็นค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 126.5 ล้านบาท โดยสนับสนุนโครงการต่อลมหายใจ สำหรับจัดซื้อ “เครื่องไฮโฟลว์”  ให้กับศิริราชมูลนิธิ  มอบรถเอ็กซ์เรย์เคลื่อนที่ให้กับโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา มอบเครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูง อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจแบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ (PAPR)  เปลแรงดันลบ ISOLATOR ฯลฯ ให้แก่สาธารณสุข จังหวัดสงขลา เพื่อนำไปใช้ใน 6 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลจะนะ โรงพยาบาลสมเด็จ ณ นาทวี โรงพยาบาลเทพา โรงพยาบาลสะบ้าย้อย โรงพยาบาลสะเดา โรงพยาบาลปาดังเบซาร์ และสนับสนุนรถตรวจเคลื่อนที่ครบวงจร (Excellent Mobile Vehicle) ให้กับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  และได้มอบผลิตภัณฑ์สุขอนามัยชีวภาพ ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และผู้ป่วยโควิด-19  อาทิเช่น โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลสนามในจังหวัดสระบุรี  รวมจำนวน 14 แห่ง โรงพยาบาลตำรวจ สนับสนุนบอร์ดทีพีไอ เพื่อกั้นห้องอาบน้ำ ให้แก่โรงพยาบาลสนามบุษราคัม (เมืองทองธานี) สนับสนุนการสร้างโรงพยาบาลสนามของโรงพยาบาล       เลิดสิน สนับสนุนข้าวกล่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 31,000 กล่อง ณ  ศูนย์บริการฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ  รวมถึงมอบข้าวสาร อาหารแห้ง และผลิตภัณฑ์สุขอนามัยชีวภาพของกลุ่มทีพีไอโพลีน ให้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และประชาชนในพื้นที่นาทับ ตลิ่งชัน สะกอม และ จะนะ จังหวัดสงขลา 

นอกจากนี้ กลุ่มทีพีไอโพลีนได้ให้ความสำคัญในการดูแลพนักงานและครอบครัวพนักงานให้ได้รับการตรวจหาเชื้อและได้รับวัคซีน และมอบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเพื่อป้องกันเชื้อโรคโควิด-19 ด้วย

เดินหน้าลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะที่ได้รับการคัดเลือก              

ในปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะในจังหวัดสงขลา (7.92 เมกะวัตต์) และจังหวัดนครราชสีมา (9.9 เมกะวัตต์) ปริมาณขายไฟฟ้ารวม 17.82 เมกะวัตต์ โดยได้รับค่ากำจัดขยะและค่าจำหน่ายกระแสไฟฟ้า มีระยะเวลาดำเนินการ 20 ปี  ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเข้าทำการสำรวจพื้นที่เพื่อออกแบบการก่อสร้างโรงไฟฟ้า คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในไตรมาส 2 ปี 2565 และจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี

นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะที่ภาครัฐจะได้กำหนดเงื่อนไขให้ภาคเอกชนเข้าร่วมประมูล ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan) และตามนโยบายของภาครัฐต่อไป

โครงการพัฒนาลงทุนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดสงขลา

เนื่องจากปัญหาความมั่นคงของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนใต้ (ศอ.บต.) ได้ขอร้องให้ทางบริษัทช่วยลงไปพัฒนาเศรษฐกิจที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อดับไฟใต้ โดยยกระดับความเป็นอยู่ของชาวสงขลา และประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนดังที่ บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (ปัจจุบัน คือ บมจ. ไออาร์พีซี) ได้เคยช่วยพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกในสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อ 40 ปี      ที่แล้ว เรื่องนี้ได้ผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติและ ศอ.บต. ได้มีการประชุมกับกลุ่มต่างๆ ในภาคใต้ตอนล่าง จนมีการลงมติโดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะกิจ

ด้วยประสบการณ์ของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการลงทุนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งผลให้รายได้ประชากรที่อยู่ในจังหวัดระยองอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และทำให้ทุกมิติของอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เจริญเติบโตจนถึงปัจจุบัน บริษัทจึงมีแนวคิดลงทุนในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) หรือ โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต หรือ Prototype City of Advanced Futuristic Industries (PAFI) อำเภอ      จะนะ จังหวัดสงขลา มูลค่าลงทุนกว่า 300,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการ ดังนี้

  1. โครงการนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมเกษตร (ปราศจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่พืชผลทางการเกษตรในภาคใต้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา จะทำให้ยางพารามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แทนการส่งออกยางดิบซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ต่ำ อุตสาหกรรม ชีวอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยชีวอินทรีย์ ยาชีวอินทรีย์ เป็นต้น โครงการอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตเครื่องผลิตไฟฟ้าทางเลือก (Renewable Energy) เช่น Solar cells, Silicon chip, อุตสาหกรรมซิลิคอนครบวงจร, กังหันลม, เครื่องทุ่นแรง Robotics และรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ นอกจากนี้ขยะต่างๆที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมจะถูกกำจัดโดยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าต่อไป
  2. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดสีเขียวไร้มลพิษ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติ ชีวมวล และแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เป็นเชื้อเพลิงสะอาดในการผลิตไฟฟ้า
  3. โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและศูนย์กระจายสินค้า เพื่อสร้างโครงข่ายการคมนาคมขนส่งสินค้าส่งออกและนำเข้าแห่งอนาคต รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  4. โครงการสร้างเมืองอัจฉริยะ บริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเป็นศูนย์สุขภาพ และศูนย์กลางเศรษฐกิจการเงิน เป็นต้น

โครงการดังกล่าวจะส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในภาคใต้และพื้นที่ใกล้เคียงดีขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ผ่านการส่งเสริมด้านอุตสาหกรรม การส่งออก-นำเข้าสินค้า การจ้างงาน 

บริษัทพร้อมเดินหน้าลงทุนในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) หรือ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความมั่นคงของประเทศ และเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดน้อยที่สุดทั้งทางบกและทางทะเล โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้น

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ

กลุ่มทีพีไอโพลีนยังคงยึดมั่นในนโยบายขับเคลื่อนธุรกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม      ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุโลกร้อน นอกจากนี้ยังให้ความใส่ใจในมิติด้านสังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดมั่นจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น บริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม อาทิ การให้ความสำคัญต่อระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานและผู้เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นปรับปรุงและป้องกันอันตรายที่มีอยู่ทั้งหมด  ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การจ้างงาน จนถึงการดูแลพนักงานและบุคลากร ทั้งด้านการดูแลสุขภาพของพนักงาน ส่งเสริมการทำงานอย่างปลอดภัยจากโรคโควิด-19 เพื่อให้พนักงานและบุคลากรทุกคนเกิดความรู้สึกปลอดภัยและผูกพันกับองค์กร นอกจากนี้บริษัทยังยึดมั่นในการร่วมมือกับคู่ค้าทุกรายตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า 

ด้วยความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญในกระบวนการทำงานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ส่งผลให้ในปี 2564 ที่ผ่านมาบริษัทได้รับการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเป็นหนึ่งในโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ 4 สำหรับโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้ประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม สร้างเศรษฐกิจ       สีเขียว ซึ่งจะทําให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมสีเขียวของประเทศ (Green GDP) มีมูลค่าสูงขึ้น นับเป็นเกียรติอย่างมากต่อกลุ่มบริษัท ซึ่งโรงงานที่ได้ Green Industry ระดับ 4 นั้น ต้องผ่านเกณฑ์วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture)

                นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับรางวัล Asia’s Most Influential Companies หรือบริษัทที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2021 จากองค์กร Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards (ACES) จัดโดย MORS Group ซึ่งเป็นองค์กรด้านสื่อจากประเทศมาเลเซีย โดยบริษัท เป็น 1 ใน 3 บริษัทในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ ในประเภทองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตไฟฟ้าและพลังงานจากการกำจัดขยะ รวมถึงเป็นบริษัทที่มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Bio Circular Green (“BCG”) และ Environmental, Social and Governance (“ESG”) นอกจากนี้บริษัทยังได้รางวัล Most Innovative Initiative Towards Waste Processing Plant หรือบริษัทที่มีความคิดริเริ่มในการจัดการขยะอย่างครบวงจรที่ดีที่สุด ประจำปี 2021 จัดโดย International Finance Magazine (“IFM”) นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินชั้นนำระดับโลก โดยทาง IFM ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่บริษัทที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและพลังงานจากการกำจัดขยะที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

นอกจากนี้ บริษัทติดอันดับรายชื่อในกลุ่มหลักทรัพย์ยั่งยืน ESG100 ประจำปี 2564 จัดเป็นองค์กรที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล และเติบโตอย่างยั่งยืน จากสถาบันไทยพัฒน์ และในปี 2564 บริษัทได้รับรางวัลการประเมินผลงานด้าน ESG ในระดับ Gold จากสถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งใช้ตัวชี้วัด ESG จาก WFE ESG Metrics จำนวน 30 ตัวชี้วัด ของสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลก (World Federation of Exchange)

                ในนามของคณะกรรมการของบริษัท ทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ที่ได้ให้ความไว้วางใจและร่วมสนับสนุนกิจการของกลุ่มบริษัทด้วยดีมาโดยตลอด ทำให้กลุ่มบริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง เกิดเป็นพลังผลักดันให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนร่วมกันมุ่งมั่นทุ่มเทความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กร สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตลอดจนสังคมไทยโดยรวม โดยเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้คนไทยมีความเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

                    

        ขอแสดงความนับถือ

     (นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์)  
          ประธานกรรมการ

การรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์และท่าเทียบเรือน้ำลึกทีพีไอสงขลา, โครงการท่าเทียบเรือก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูปทีพีไอสงขลา, โครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลา และ โครงการสวนอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 1 มีกำหนดการดังนี้

ติดต่อเรา

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงให้เราสามารถมอบข้อเสนอ กิจกรรมส่งเสริมการขาย เลือกเนื้อหาที่เหมาะสมให้กับคุณอย่างเป็นส่วนตัว การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายที่แจ้งในเบื้องต้น